|
| ราคา | : 5,000,000 บาท |
| ประเภทประกาศ | : อื่นๆ |
| เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ | : 0900000000 |
| |
| จำนวนผู้เข้าชม | : 6 ครั้ง |
|
|
คลิกที่รูปภาพเพื่อดูขนาดใหญ่
ช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจ ปัญหาที่เจอบ่อยไม่ใช่ “ขายไม่ได้” แต่คือ “เงินสดไม่ทันรอบ” — ลูกค้าขอเครดิต 30–60 วัน แต่เราต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าโฆษณาทันที บางวันยอดขายดูดี แต่พอถึงวันโอนซัพพลายเออร์กลับต้องหมุนแบบเฉียด ๆ จนเริ่มกังวลว่าเดือนหน้าจะไหวไหม
พอความกดดันมาเต็ม หลายคนจึงเริ่มมองหา แหล่งเงินทุน และพิมพ์คำว่า เงินกู้ด่วน เพื่อ “ต่อชีวิต” ธุรกิจให้เดินต่อได้ทันเวลา แต่จุดที่ทำให้ธุรกิจสะดุดจริง ๆ มักไม่ใช่การกู้ไม่ได้—เป็นการ “เลือกสินเชื่อผิดประเภท” เช่น ใช้วงเงินหมุนเวียนไปลงทุนก้อนใหญ่จนดอกเบี้ยไหลยาว หรือเลือกผ่อนรายงวดทั้งที่รายรับขึ้น–ลงเป็นรอบ จนค่างวดไปชนช่วงยอดตก
บทความหลักของ easycashflows สรุปแก่นไว้ชัดว่า การเลือกสินเชื่อไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันให้รอดและคุ้ม ต้องเลือกให้ตรงโจทย์ “เงินสด–ความยืดหยุ่น–ค่างวด” พร้อมเตรียมสเตทเมนต์ 6–12 เดือน และหลักฐานรายรับ/สัญญางานเพื่ออธิบายกระแสเงินสด โดยเฉพาะกรณีรายได้แปรผัน และควรเปรียบเทียบดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียมจากหลายผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ.
ต่อไปนี้คือ “ตัวเลือกสินเชื่อที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น” ที่ควรรู้จัก พร้อมมุมมองเชิงวิเคราะห์ว่าเลือกเมื่อไรถึงจะช่วยธุรกิจจริง (และไม่ทำให้ตึงมือกว่าเดิม)
1) วงเงินหมุนเวียน / OD (Revolving) — เหมาะกับคนที่ “รับ–จ่ายถี่” และต้องการความยืดหยุ่น
ถ้าธุรกิจของคุณมีรอบเงินสั้น เช่น ขายทุกวัน จ่ายของเข้าร้านเป็นรอบ หรือรายรับเข้าเป็นหลายบิลตลอดเดือน “วงเงินหมุนเวียน” หรือ OD มักเหมาะ เพราะใช้เป็นสะพานข้ามช่วงเงินขาดมือได้ดี หลักคิดคือ “เบิกใช้เท่าที่จำเป็น” แล้วเมื่อเงินเข้าก็โปะคืน ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยสอดคล้องกับการใช้เงินจริง
จุดที่ผู้เริ่มต้นต้องระวังคือ OD ทำให้รู้สึกเหมือนมีเงินสำรองตลอดเวลา จนอาจเผลอใช้เป็นเงินลงทุนระยะยาวโดยไม่ตั้งใจ แล้วกลายเป็นหนี้ที่ค้างต่อเนื่อง ข้อแนะนำจากบทความหลักคือ หากยอดรับ–จ่ายสั้นถี่ให้เลือกวงเงินหมุนเวียน แต่ถ้าต้องการค่างวดชัดเจนให้ไปทางผ่อนรายงวดแทน.
มุมมองเชิงวิเคราะห์: OD เหมาะเป็น “เครื่องมือบริหารสภาพคล่อง” ไม่ใช่เงินก้อนลงทุนใหญ่ ถ้าคุณต้องซื้อเครื่องจักร/ตกแต่งร้านก้อนใหญ่ ควรพิจารณาแหล่งทุนแบบผ่อนคงที่มากกว่า เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยไหลยาวและทำให้กำไรจริงหายไปกับต้นทุนการเงิน
2) สินเชื่อผ่อนรายงวดระยะสั้น (Short-term Term Loan) — เหมาะกับงานที่ “รู้ยอดใช้–รู้เวลาคืน” ชัด
ถ้าคุณต้องใช้เงินเป็นก้อนเพื่องานเฉพาะ เช่น เติมสต็อกล็อตใหญ่เพื่อเทศกาล ปิดยอดซัพพลายเออร์ หรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเริ่มขาย สินเชื่อแบบผ่อนรายงวดช่วยให้คุณ “ล็อกค่างวด” และวางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายกว่า OD
บทความหลักชี้ไว้ตรง ๆ ว่า เลือกแบบ “ผ่อนรายงวด” เมื่อต้องการวางแผนค่างวดชัดเจน.
มุมมองเชิงวิเคราะห์: มือใหม่มักโฟกัสว่าอยากได้วงเงินสูงสุด แต่ผู้ให้กู้โฟกัสว่า “คุณจ่ายค่างวดไหวไหม” การเริ่มด้วยวงเงินพอดีกับยอดขายและรอบเงินสด จะช่วยสร้างประวัติการชำระ และทำให้การขอเพิ่มวงเงินในอนาคตง่ายขึ้นกว่าการเริ่มใหญ่แล้วตึงมือ
3)
สินเชื่อSMEไม่มีหลักทรัพย์ — เหมาะกับผู้เริ่มต้นที่ไม่มีทรัพย์ค้ำ แต่ต้องคุม “ต้นทุนรวม” ให้เป็น
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่มีหลักทรัพย์ หรือไม่อยากนำบ้าน/ที่ดินไปผูกภาระ ทางเลือกอย่าง สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นตัวเลือกที่หลายคนสนใจ เพราะเน้นพิจารณาจากศักยภาพการทำเงินและพฤติกรรมบัญชี มากกว่ามูลค่าทรัพย์ค้ำ
แต่คำว่า “ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์” ไม่ได้แปลว่า “ถูกและง่ายเสมอ” จุดสำคัญคือคุณต้องมอง “ต้นทุนรวม” ให้ครบ—ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าอากร หรือเงื่อนไขกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด และต้องเลือกให้เหมาะกับจังหวะเงินสดตามที่บทความหลักเตือนเรื่องการเปรียบเทียบเงื่อนไขจากหลายผู้ให้บริการ.
มุมมองเชิงวิเคราะห์: ถ้าคุณกำลังรีบหา เงินกู้ด่วน ให้ถามตัวเองเพิ่มอีกข้อว่า “ด่วนเพราะโอกาสทำเงิน” หรือ “ด่วนเพราะเงินสดรั่ว” ถ้าเป็นอย่างหลัง กู้เร็วอาจช่วยแค่ชั่วคราว แต่ไม่ได้แก้โครงสร้างกระแสเงินสด และสุดท้ายจะกลับมาบีบค่างวดหนักกว่าเดิม
4) แฟคตอริ่ง/สินเชื่อบนใบแจ้งหนี้ (Invoice Financing) — เหมาะกับธุรกิจที่ “มีบิลรอเก็บ” และติดเครดิตเทอม
ผู้เริ่มต้นหลายรายขายให้ลูกค้าธุรกิจหรือองค์กรแล้วต้องรอเก็บเงิน 30–90 วัน ถ้ากิจการของคุณมีเอกสารขายชัดเจน เช่น ใบแจ้งหนี้/ใบส่งของ/หลักฐานส่งมอบ และจุดเจ็บคือ “เงินค้างในบิล” มากกว่า “ขายไม่ได้” เครื่องมืออย่างแฟคตอริ่งหรือสินเชื่อบนลูกหนี้การค้าอาจเหมาะ เพราะเป็นการเปลี่ยนยอดขายที่รอเก็บให้กลายเป็นเงินสดเร็วขึ้น (ลดแรงกดดันสภาพคล่อง)
มุมมองเชิงวิเคราะห์: ข้อดีคือเงินกู้ผูกกับธุรกรรมจริง ทำให้สอดคล้องกับวงจรธุรกิจ แต่คุณต้องคุมคุณภาพเอกสารและความน่าเชื่อถือของลูกหนี้ เพราะต้นทุนและเงื่อนไขจะผูกกับความเสี่ยงการเก็บหนี้
5) สินเชื่อที่มี “ค้ำประกันภาครัฐ/บสย.” และโครงการสนับสนุน — เหมาะกับมือใหม่ที่อยากเพิ่มโอกาสอนุมัติในระบบ
สำหรับผู้เริ่มต้นที่โปรไฟล์ยังใหม่ การมี “ค้ำประกัน” ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ให้กู้และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้จริง ตัวอย่างหนึ่งคือมาตรการค้ำประกันของ บสย. อย่าง Quick Big Win วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท ซึ่งอ้างอิงจากมติ ครม. 2 ธันวาคม 2568 เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs อย่างเร่งด่วน.
อีกด้านหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์มีโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” ไปยังกลุ่มเป้าหมาย และระบุกรอบสำคัญ เช่น แนวคิด “ตรงจุด มี impact กระจาย คล่องตัว” เพดานวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อราย และโครงสร้างการชดเชย/ค้ำประกันตามระยะเวลาที่กำหนด.
มุมมองเชิงวิเคราะห์: โครงการสนับสนุนช่วย “เพิ่มแรงจูงใจ” ให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยมากขึ้น แต่การอนุมัติรายกรณียังขึ้นกับข้อมูลของกิจการอยู่ดี ดังนั้นมือใหม่ควรเตรียมหลักฐานรายรับ–รายจ่าย สเตทเมนต์ และเอกสารธุรกิจให้พร้อม เพื่อให้เข้ากับเกณฑ์พิจารณาอย่างมีเหตุผล (ไม่ใช่หวังพึ่งโครงการอย่างเดียว)
สรุปแบบเลือกให้ไว (สำหรับผู้เริ่มต้น)
-
รายรับเข้า–ออกถี่ ขึ้น–ลงเป็นรอบ → เริ่มจาก วงเงินหมุนเวียน/OD แล้วคุมวินัย
-
รู้ยอดใช้และรู้เวลาคืน → เลือก ผ่อนรายงวดระยะสั้น เพื่อค่างวดนิ่ง
-
ไม่มีทรัพย์ค้ำ แต่อยากเริ่มในระบบ → มอง สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ต้องเทียบ “ต้นทุนรวม”
-
มีบิลรอเก็บ เงินติดเครดิตเทอม → ดู แฟคตอริ่ง/Invoice Financing
-
อยากเพิ่มโอกาสผ่าน/ลดความเสี่ยงของผู้ให้กู้ → ศึกษา บสย. และ SMEs Credit Boost